สุดยอด Super Car ที่ใครก็อยากได้

สุดยอด Super Car ที่ใครก็อยากได้

สุดยอด Super Car ที่ใครก็อยากได้
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

     รถซูเปอร์คาร์ คือ รถที่หลายคนใฝ่ฝันอยากเป็นเจ้าของ  เพราะเหตุผลไม่กี่อย่างคือ สวยและแรง แต่มีเหตุผลหลักอยู่อย่างหนึ่งที่ทำให้เราไม่สามารถเป็นเจ้าของมันได้  คือ ราคา แต่เราสามารถชื่นชมมันได้ 

      วันนี้ Voice Market รวบรวมมาให้ทุกคนได้ทำความรู้จักรถ ซูเปอร์มากขึ้น  เพราะมันไม่ได้มีแค่เฟอรารี่ หรือ ลัมโบกินี่เท่านั้น

 

     แบรนด์แรก คือ โคนิคเส็ค ซีซีเอ็กซ์อาร์ เทรวิต้า (Koenigsegg CCXR Trevita) ราคา 155 ล้านบาท นับเป็นรถที่แพงที่สุดในรอบหลายปี ผลิตโดยบริษัทจากสวีเดน  ตัวถังทำมาจาก คาร์บอน-ไฟเบอร์เคลือบด้วยเพชร  และคงเป็นเรื่องยากที่จะได้เห็นรถคันนี้บนท้องถนน เพราะรุ่นนี้  มีอยู่เพียง 3 คันบนโลก  และมันคงเร็วมากจนสามารถขับผ่านไปในช่วงพริบตา 

     ดังนั้น คำว่า 'Super car' คงไม่สามารถใช้เรียกรถคันนี้อย่างสมศักดิ์ศรี  คำว่า 'Hypercar' น่าจะเหมาะสมกว่า


      ต่อมา คือ แม็คลาเรน พีวัน  (McLaren P1)  ราคาของมันอยู่ที่  37 ล้านบาท แม้เครื่องยนต์อาจไม่แรงเท่า V12 LaFerrari (ลาเฟอรารี่)   แต่นับว่าแรงมากๆ สำหรับรถระบบ Hybrid แบบเสียบปลั๊กชาร์จ    รถรุ่นนี้เป็นแบรนด์จากอังกฤษ   ผลิตโดย  McLaren  Automotive   ออกแบบให้มีกำลังถึง 903 แรงม้า คลับเคลื่อนโดยเครื่องยนต์ขนาด 3,800 ซีซี ระบบทวินเทอร์โบ V8  ทำงานควบคู่กับมอเตอร์ไฟฟ้า ความเร็วสูงสุดถึง 350 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

 

     ต่อมาคือ  ไมบาค เอ็กเซอร์เลโร่ (Maybach Exelero) ราคา 255 ล้านบาท ราคาของมันอยู่ที่ 255 ล้านบาท   รถรุ่นนี้ผลิตในประเทศเยอรมันนี ตั้งแต่ปี 2005 แต่จะเรียกว่ารุ่นก็คงไม่ถูก เพราะผลิตขึ้นมาเพียงคันเดียวในโลก 
 
     ไมบาค เอ็กเซอร์เลโร่  มีสองที่นั่ง ใช้ยางรถยนต์ยี่ห้อ ฟูลด้า  (Fulda)  เคยถูกนำไปใช้ในการถ่ายทำ MV เพลง "Lost One" ของ Jay-Z มาแล้ว

 


 

     ต่อมา คือ ลาเฟอรารี่  (LaFerrari)  ผลิตโดย Ferrari  ผู้ผลิตรถ Super Car ชื่อดังจากประเทศอิตาลี   รุ่นนี้ ราคา 42ล้าน บาท ส่วนเครื่องยนต์ แม้จะเป็นระบบ Hybrid หรือชื่อเต็มว่า Kinetic Energy Recovery System (KERS) แต่ขับเคลื่อนด้วยพลังถึง 949 แรงม้า ทำให้ความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 370กิโลเมตรต่อชั่วโมงเลยทีเดียว นับว่าเป็นรถที่แรงที่สุดของ Ferrari แต่ด้วยความเป็น Hybrid ทำให้ประหยัดน้ำมันได้ถึง 40%   รถรุ่นนี้ผลิตขึ้นมา 499 คัน

 

 

 
     ต่อมาคือ แอสตั้น มาร์ติน วัน-77 (Aston Martin One-77) คันนี้ ราคา 59  ล้านบาท นับเป็นรถรุ่นที่หายากที่สุดของ Aston Martins เพราะผลิตขึ้นมาเพียง 77 คัน ผลิตตั้งแต่ปี 2009   ใช้ตัวถังอลูมิเนียมซึ่งถูกสร้างขึ้นอย่างพิถีพิถัน ความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 354กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยสามารถเร่งเครื่อง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงในเวลาเพียง 3.4 วินาที

 

     กลับมาที่อีกรุ่นของ ไมบาค กับ ไมบาค ลานเดอร์เล็ต (Maybach Landaulet) รถยนต์ที่นำความหรูหราเข้าสู้แทนความเร็ว   จนกลายเป็นรถยนต์ 4 ประตูที่แพงที่สุด ราคาอยู่ที่  45ล้านบาท รถคนนี้ออกแบบมาเป็นทรงยาวคล้าย Limousine  มาพร้อมกับหลังคาที่เปิด-ปิด เพื่อรับอากาศได้ Accessories ที่มาพร้อมกับรถรุ่นนี้ก็มีแก้วแชมเปญสุดหรู ตู้เย็นเบาะหลัง  ที่กั้นระหว่างคนขับและที่นั่งด้านหลังเพื่อความเป็นส่วนตัวสูงสุด แต่ก็มีระบบสื่อสารระหว่างเบาะหน้ากับเบาะหลังคล้ายวิทยุสื่อสารในกรณีฉุกเฉิน


 

     ซูเปอร์คันที่ 7  คือ แลมโบกินี่ เซสโต เอเลเมนโต (Lamborghini Sesto Elemento)   ราคาอยู่ที่ 70 ล้านบาท แม้จะยังไม่เปิดตัว   แต่ข้อมูลระบุว่า จะผลิตขึ้นเพียง 20 คัน คาดการณ์ว่าจะทำความเร็วได้ถึง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ในเวลาเพียง 2.5วินาที ขับเคลื่อนด้วยกำลังถึง 570 แรงม้า อย่างไรก็ตามรถคันนี้ไม่สามารถวิ่งบนท้องถนนในประเทศสหรัฐฯ ได้ วิ่งได้เฉพาะในสนามแข่งตามกฎหมายกำหนดเท่านั้น

 

     ซูเปอร์คาร์ คันที่ 8  "ปากานี่ ซอนด้า ซินกุ โร้ดสเตอร์" (Pagani Zonda Cinque Roadster)  ราคาของมันอยู่ที่ 59ล้าน บาท  ผลิตโดย "ปากานี่"  (Pagani ) จากประเทศอิตาลี  ใช้ตัวถัง คาร์บอน-ไฟเบอร์ ผสมไทเทเนียม ที่เรียกว่า คาร์โบ-ไทเทเนียม ทำให้รถรุ่นนี้ทนทานแข็งแรงแต่เบาในเวลาเดียวกัน รถรุ่นนี้ผลิตขึ้นมาเพียง 5 คัน และจะเป็นรุ่นสุดท้ายในรถตระกูล ซอนด้า (Zonda)

 

     ต่อมา คือ Leblanc Mirabeau ราคาอยู่ที่ 24 ล้าน 5 แสนบาท รถซูเปอร์คาร์สัญชาติสวิตเซอร์แลนด์ แม้จะไม่แพงเมื่อเทียบกับรุ่นอื่นๆ  แต่คุณภาพไม่แพ้กัน เพราะใช้เครื่องยนต์ V8   ขนาด 4,700 ซีซี   คลับเคลื่อนด้วยกำลัง 700 แรงม้า และความเร็วสูงสุด 370 กิโลเมตร ต่อชั่วโมง   แม้จะเป็นคลาสรถแข่งแต่สามารถนำมาขับบนถนนทั่วไปได้

 

     ซูเปอร์คาร์ ต่อมาคือ  Porsche 918 Spyder ราคาอยู่ที่ 27 ล้านบาท รถรุ่นนี้ถึงแม้จะเร็ว แต่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม  เพราะปล่อยคาร์บอนไอออกไซด์น้อย   ความเร็วสูงสุดอยู่ที่  340 กิโลเมตรต่อชั่วโมง    เร่งความเร็ว 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ ในเวลาเพียง 2.8 วินาที

 

     ต่อมา คือ บูกาติ เวย์รอน แกรนด์ สปอร์ต วิเตส   (Bugatti Veyron Grand Sport Vitesse)  ราคาอยู่ที่ 83 ล้านบาท แม้ว่า บูกาติ (Burgatti)  เพิ่งเสียตำแหน่งรถที่เร็วที่สุดในโลก   แต่ตอนนี้พวกเขากำลังจะกลับมา  แต่ครั้งนี้เอาหลังคาออก โดยสถิติของรถรุ่นนี้อยู่ที่  402.4 กิโลเมตรต่อชั่วโมง 


 

     และซูเปอร์คาร์คันสุดท้าย กับ ดับเบิ้ลยู มอเตอร์ ไลคั่น ไฮเปอร์สปอร์ต (W Motors, Lykan Hypersport)  ราคา 109 ล้าน บาท   แม้เป็นรถที่ไม่เร็วที่สุด   แต่เป็นรถที่ให้คำนิยามใหม่กับคำว่า 'หรูหรา' เริ่มที่ไฟ LED ของ ไลคั่น  (Lykan) ใช้เพชรเคลือบฝากระโปรงหน้า   และทำด้วยทองคำ ช่วงล่างทำมาจากคาร์บอน-ไฟเบอร์ และที่นั่งเบาะหนังเย็บด้วยทองคำ ของทุกอย่างที่ใช้เป็นวัสดุจริง   เมื่อซื้อรถคันนี้ W motors จะแถม นาฬิกา ไซรัส เคล็ปซี่  (Cyrus Klepcys) ราคา 6 ล้าน 4 แสนบาทด้วย  ของแถมแพงกว่ารถทั่วๆ ไปเสียอีก

 

      ที่มา VoiceTV

 

อัลบั้มภาพ 20 ภาพ

อัลบั้มภาพ 20 ภาพ ของ สุดยอด Super Car ที่ใครก็อยากได้

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook