
ใครจะไปรู้ว่า คนที่มอบรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ และพลังงานด้านบวกให้กับคนอื่นอยู่ตลอดเวลานั้น จะเคยมีอาการซึมเศร้าจนเคยคิดสั้น จนถึงขั้นทำร้ายตัวเองมาแล้ว แต่ด้วยความที่ชีวิตมอบโอกาสที่สองให้ เลยทำให้เขาคนนี้ปรับเปลี่ยนมุมมองชีวิต ให้มีความสมดุล และสร้างพลังงานบวก และรอยยิ้มให้กับโลกโซเชียลมีเดียจนถึงทุกวันนี้
วันนี้ Sanook เราก็ได้มีโอกาสที่ได้พูดคุยและทำความรู้จักตัวตนที่แท้จริงของ ปาร์ตี้ นักพากย์ฟีลกู้ด ดาวโซเชียลมีเดีย ที่เรียกว่าโด่งดังบนโลกออนไลน์เพราะการที่เขาเป็นตัวของตัวเองและยังสร้างรอยยิ้มให้กับผู้คนได้อย่างมากมาย ซึ่งเขามีผู้ติดตามใน TikTok มากกว่า 1.3 ล้านบัญชีเลยด้วย โดยวันนี้ เราก็จะพาเพื่อนๆ มาทำความรู้จักเขาคนนี้ให้มากขึ้นกันซักหน่อย
ถามว่าหมดพลังมั้ย มันไม่หมดพลัง แต่ว่ามันแบบ มันอาจจะมีเหนื่อยบ้างครับ มันอาจจะแบบใช้เอเนอร์จี้เยอะ แต่ว่าหมดพลังเนี่ยไม่มีวันหมด เพราะมันเหมือนการชาร์จพลัง ยิ่งมอบความสุข มันยิ่งแบบชาร์จให้เรายิ่งมีพลังมากขึ้น
เห็นอย่างนี้ เคยฆ่าตัวตายมาแล้ว เคยผ่านแบบช่วงดาวน์ คือเป็นโรคซึมเศร้า แบบว่าช่วงพีคมาก ช่วงอายุ 18 นะครับ เป็นแบบหัวเลี้ยวหัวต่อกดดันทั้งการเรียน เรื่องนู่นนี่นั่น แต่พอคือรอดมา เหมือนแบบพระเจ้าไม่ให้เราจากไป พระเจ้าให้โอกาสเราใช้ชีวิตต่อ ก็เลยใช้คีย์เวิร์ดนี้ใช้ชีวิตต่อ "อ่ะลองดูซิ! การใช้ชีวิตต่อของเรามันจะเป็นยังไง" ซึ่งสุดท้ายอ่ะ เฮ้ย มันไม่มีอะไรยากเลย อยู่ที่เราเลยว่าเราจะแบบบาลานซ์ทุกอย่างยังไงเลย
ก่อนหน้าที่เป็นซึมเศร้าเพราะเราคาดหวังในชีวิตสูงมาก ทำทุกอย่างคือแบบเครียด จริงจัง ต้องสมบูรณ์แบบ แต่จริงๆ พอลองบาลานซ์ดู่อะ ลองฟีลกู้ดดู เหมือนให้โอกาสตัวเองได้มีความสุข ได้ยิ้ม หลังจากนั้นก็คือฟีลกู้ดตามคอนเซ็ปต์นักพากย์ฟีลกู้ดแล้วครับ ก็คือชีวิตเราค่อยๆ แบบดีขึ้นเรื่อยๆ

จริง ๆ ชอบคำนี้ "มันจะผ่านไป ชีวิตมันจะผ่านไป" ร้ายมันจะผ่านไป ดีมันก็จะผ่านไป อยู่กับมันให้ได้ บาลานซ์ทั้งสองอย่างให้มันพอดี ชีวิตที่ดีคือความพอดีครับ
แล้วการที่พี่ปาร์ตี้มอบความสุขให้กับคนอื่นและมอบพลังฟีลกู้ดให้กับคนอื่นเนี่ย สิ่งที่เราได้กลับมาคืออะไร?
มันมีความสุขจริงๆ นะ มันแบบ คือพี่อยู่ในโซเชียล 10 ปีเต็มแล้ว อันนี้ครบรอบ 10 ปีแล้ว คือได้จากฟีดแบ็กจากคอมเมนต์เลย จากคนดูเลย ก็คือแบบว่าเวลาเข้าไปอ่านคอมเมนต์แล้วมันจะแบบแฮปปี้ มันสนุก มันเหมือนชาร์จพลัง มันเลยเป็นการอยากให้เราทำคลิป ให้เค้าแบบ เพื่อเป็นการตอบแทนเค้า
ถ้าตอบแบบนางงามก็คือแบบ ไม่อยากกลับไปเปลี่ยนทุกอย่าง ไม่อยากกลับไปเปลี่ยนเลย เพราะทุกอย่างทำให้เรามาถึงวันนี้ได้เนอะ
แต่คือถ้า ถ้าอยากเปลี่ยนจริง ๆ ก็อยากเปลี่ยนไม่ให้ตัวเองขาดสติ เพราะใช้ชีวิตแบบเหมือนขับเจ็ตสกีบนสีนามิอ่ะ คือมันก็จะแบบ อู้ว! อะไรอย่างเงี้ย ก็จะสุด สุดเหมือนกัน คือถ้าย้อนได้ก็คืออยากมีสติมากกว่านี้ จะได้ไม่เกิดเผลอเหวอะหวะขนาดนี้ แต่ถ้าไม่เกิดแผลเราก็ไม่เติบโตถึงขั้นนี้

ตี้ใช้คอนเซ็ปต์รักตัวเอง หลังจากที่เราไม่รักตัวเองมาครั้งนั้นใช่มั้ย?
พอหลังจากนั้นมาก็คือ รักตัวเอง รักตัวเอง ณ ในที่นี้ไม่ใช่รักแบบ ต้องให้ตัวเองแบบยิ่งใหญ่ ร่ำรวย คือแค่ตื่นมาแล้วได้ทำอะไรที่มันแบบเป็นเป้าหมายง่ายๆ เล็กๆ อ่ะ เช่นแบบ ออกไปหาอะไรกิน เช่นแบบเสิร์ชหาท็อป 10
ท็อปอันดับร้านนี้ อะไรอย่างเงี้ย แค่นั้นเลย
คือพยายามหาความสุขเล็ก ๆ จากสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวก่อน แล้วบาลานซ์มันให้ได้ อันเนี้ยที่จะย้ำตัวเองเสมอว่า บาลานซ์มันให้ได้ แล้วทำทุกอย่างในทุกๆ วันให้อยู่ในคอนเซ็ปต์รักตัวเอง ถ้าคุณรักตัวเอง คุณจะไม่เอาตัวเองไปอยู่ในสิ่งที่มันไม่ดี คุณจะพาตัวเองไปอยู่สิ่งที่มันดี และมันค่อยๆ สะสมความสุขและทำให้เรา เป็นคนที่ใช้ชีวิตเป็น
อัลบั้มภาพ 17 ภาพ
ขอขอบคุณ
ข้อมูล :Papapartyvoice นักพากย์ฟีลกู้ด