เปิด 5 สัญญาณจาก "ปาก" ชี้เสี่ยงเป็น "เบาหวาน" ข้อ 1 พบในผู้ป่วยถึง 49%

อย่าดูแค่ระดับน้ำตาล เปิด 5 สัญญาณในช่องปากที่อาจบ่งบอก เบาหวานชนิดที่ 2
โรคเบาหวานชนิดที่ 2 ไม่ได้ส่งผลเฉพาะหัวใจ ไต ดวงตา หรือเส้นประสาทเท่านั้น ระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงต่อเนื่องยังสัมพันธ์กับปัญหาในช่องปาก ตั้งแต่อาการปากแห้ง เหงือกอักเสบ ไปจนถึงการติดเชื้อราที่เกิดซ้ำได้
หลายคนอาจเริ่มสังเกตความผิดปกติจากในปากก่อนรู้ตัวว่าระดับน้ำตาลสูง แต่สัญญาณเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากเบาหวานเพียงโรคเดียว จึงไม่สามารถใช้วินิจฉัยด้วยตัวเองได้ หากมีอาการต่อเนื่องหรือเกิดหลายข้อพร้อมกัน ควรปรึกษาแพทย์และตรวจระดับน้ำตาลในเลือด

เบาหวานส่งผลต่อช่องปากได้อย่างไร?
เมื่อควบคุมระดับน้ำตาลได้ไม่ดี ร่างกายอาจรับมือกับเชื้อโรคและการอักเสบได้ลดลง ขณะเดียวกันน้ำตาลในน้ำลายที่สูงขึ้นและปริมาณน้ำลายที่ลดลง อาจสร้างสภาพแวดล้อมให้แบคทีเรียและเชื้อราบางชนิดเจริญเติบโตได้ง่าย
น้ำลายมีหน้าที่ช่วยชะล้างเศษอาหาร ลดความเป็นกรด และปกป้องเนื้อเยื่อในช่องปาก หากน้ำลายไม่เพียงพอ ความเสี่ยงฟันผุ แผลในปาก กลิ่นปาก และการติดเชื้อก็อาจเพิ่มตามไปด้วย
ข้อมูลจากสถาบันวิจัยทันตกรรมและกะโหลกศีรษะแห่งชาติสหรัฐฯ ระบุว่า เบาหวานสัมพันธ์กับโรคเหงือก ปากแห้ง และเชื้อราในช่องปาก โดยผู้ที่ควบคุมระดับน้ำตาลได้ไม่ดีมักมีปัญหาโรคเหงือกมากกว่าและรุนแรงกว่า
1. กระหายน้ำมากและรู้สึกปากแห้งตลอดเวลา
อาการกระหายน้ำมากผิดปกติเป็นหนึ่งในอาการที่พบได้ในผู้ที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูง เมื่อกลูโคสในเลือดมีมากเกินกว่าที่ไตจะดูดกลับได้ ร่างกายจะขับน้ำตาลออกทางปัสสาวะและพาน้ำออกไปด้วย ทำให้ปัสสาวะบ่อยและรู้สึกกระหายน้ำมากขึ้น
ส่วนอาการปากแห้งหรือ xerostomia หมายถึงภาวะที่มีน้ำลายไม่เพียงพอ ผู้ที่มีอาการอาจรู้สึกเหนียวในปาก คอแห้ง พูดหรือกลืนลำบาก มีกลิ่นปาก หรือจำเป็นต้องจิบน้ำบ่อยๆ แม้ไม่ได้ออกกำลังกายหรืออยู่ในอากาศร้อน
อย่างไรก็ตาม ปากแห้งอาจเกิดจากยาหลายชนิด การหายใจทางปาก ภาวะขาดน้ำ ความวิตกกังวล หรือโรคของต่อมน้ำลายได้เช่นกัน หากดื่มน้ำแล้วยังไม่ดีขึ้นหรือเป็นติดต่อกัน ควรหาสาเหตุกับแพทย์หรือทันตแพทย์
วิธีบรรเทาอาการปากแห้งเบื้องต้น
- จิบน้ำเปล่าเป็นระยะ แทนการดื่มเครื่องดื่มเติมน้ำตาล
- เคี้ยวหมากฝรั่งหรืออมลูกอมชนิดปราศจากน้ำตาล เพื่อช่วยกระตุ้นน้ำลาย
- ลดเครื่องดื่มคาเฟอีน หากสังเกตว่าทำให้ปากแห้งมากขึ้น
- ใช้ลิปบาล์มเมื่อริมฝีปากแห้ง และดูแลความชื้นในห้องนอน
- ไม่หยุดหรือเปลี่ยนยาประจำตัวเอง แม้สงสัยว่ายาทำให้ปากแห้ง
2. เหงือกบวม แดง เลือดออกง่าย หรือฟันเริ่มโยก
โรคเหงือกเป็นหนึ่งในปัญหาช่องปากสำคัญที่พบร่วมกับเบาหวาน ระยะแรกอาจมีเหงือกแดง บวม และเลือดออกขณะแปรงฟัน หากปล่อยให้ลุกลามอาจทำลายเนื้อเยื่อและกระดูกที่พยุงฟัน ส่งผลให้เหงือกร่น เคี้ยวเจ็บ ฟันโยก หรือสูญเสียฟันได้
ความสัมพันธ์นี้เกิดได้สองทาง ระดับน้ำตาลที่ควบคุมไม่ดีอาจทำให้การอักเสบและการติดเชื้อในช่องปากรุนแรงขึ้น ขณะที่โรคเหงือกขั้นรุนแรงอาจทำให้การควบคุมระดับน้ำตาลยากขึ้นในผู้ป่วยบางราย
ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐฯ ระบุว่าโรคเหงือกพบได้บ่อยในผู้ป่วยเบาหวาน และการตรวจฟันเป็นประจำช่วยป้องกันหรือชะลอปัญหาช่องปากได้
3. แผลในปากหรือแผลหลังทำฟันหายช้ากว่าปกติ
ระดับน้ำตาลในเลือดสูงอาจรบกวนการทำงานของหลอดเลือด การตอบสนองต่อเชื้อโรค และกระบวนการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ ทำให้แผลในปากหรือแผลหลังทำหัตถการทางทันตกรรมหายช้าลง โดยเฉพาะผู้ที่ควบคุมเบาหวานได้ไม่ดี
แผลในปากทั่วไปอาจเกิดจากการกัดกระพุ้งแก้ม ฟันคม ฟันปลอมกด หรืออาหารร้อน แต่หากแผลไม่ดีขึ้นภายในประมาณ 2 สัปดาห์ มีอาการบวม ปวดมาก หรือเกิดซ้ำบ่อย ควรให้ทันตแพทย์ตรวจ ไม่ควรซื้อยาฆ่าเชื้อหรือยาปฏิชีวนะมาใช้เอง
ผู้ป่วยเบาหวานที่ต้องถอนฟัน ผ่าตัด หรือรักษาโรคเหงือกควรแจ้งทันตแพทย์เรื่องโรคประจำตัว ยาที่ใช้ และระดับน้ำตาลล่าสุด เพื่อช่วยวางแผนการรักษาและลดความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อน
4. มีคราบขาวในปาก แสบร้อน หรือเป็นเชื้อราซ้ำๆ
ผู้ที่เป็นเบาหวานมีความเสี่ยงต่อเชื้อราในช่องปากหรือ oral thrush มากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อระดับน้ำตาลควบคุมได้ไม่ดี มีอาการปากแห้ง ใส่ฟันปลอม หรือใช้ยาปฏิชีวนะและยาสเตียรอยด์บางประเภท
อาการอาจประกอบด้วยคราบสีขาวบนลิ้น กระพุ้งแก้ม หรือเพดานปาก ร่วมกับความรู้สึกเจ็บ แสบร้อน มุมปากแตก หรือรสชาติเปลี่ยนไป แต่คราบขาวในปากไม่ได้เป็นเชื้อราทุกกรณี จึงไม่ควรขูดแรงๆ หรือซื้อยาฆ่าเชื้อรามาใช้โดยไม่ตรวจ
การรักษาต้องพิจารณาทั้งการใช้ยาต้านเชื้อราที่เหมาะสม การทำความสะอาดฟันปลอม และการควบคุมปัจจัยต้นเหตุ หากเกิดซ้ำบ่อย แพทย์อาจพิจารณาตรวจโรคหรือยาที่ทำให้ภูมิคุ้มกันเปลี่ยนแปลงร่วมด้วย
5. รับรสเปลี่ยน มีรสไม่พึงประสงค์ หรือกลิ่นปากไม่หาย
ผู้ที่เป็นเบาหวานบางรายอาจรู้สึกว่าการรับรสเปลี่ยนไป รับรสหวานหรือเค็มได้ไม่เหมือนเดิม หรือมีรสขม รสโลหะ และรสไม่พึงประสงค์ค้างอยู่ในปาก อาการอาจเกี่ยวข้องกับปากแห้ง เชื้อรา โรคเหงือก ยาบางชนิด หรือความผิดปกติของเส้นประสาท
กลิ่นปากเรื้อรังอาจเกิดร่วมกับคราบจุลินทรีย์ โรคเหงือก ฟันผุ หรือปากแห้ง แต่ยังมีสาเหตุอื่น เช่น ปัญหาไซนัส ทอนซิล ระบบทางเดินอาหาร และการใช้ยาบางประเภท จึงไม่ควรใช้การเปลี่ยนรสชาติหรือกลิ่นปากเพียงอย่างเดียวเป็นข้อสรุปว่าเป็นเบาหวาน
หากอาการเกิดขึ้นฉับพลัน เป็นนานหลายสัปดาห์ หรือทำให้รับประทานอาหารได้น้อยลง ควรพบแพทย์หรือทันตแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุโดยตรง
สัญญาณขาดน้ำที่อาจเกิดร่วมกับน้ำตาลในเลือดสูง
อาการปากแห้งและกระหายน้ำอาจมาพร้อมปัสสาวะบ่อย ปวดศีรษะ เวียนศีรษะ อ่อนเพลีย ตาแห้ง หรือปัสสาวะสีเข้ม แต่สีปัสสาวะอาจได้รับอิทธิพลจากอาหาร ยา และปริมาณน้ำที่ดื่ม จึงไม่ควรใช้เป็นตัววินิจฉัยเพียงอย่างเดียว
หากมีอาการสับสน อ่อนแรงมาก หายใจผิดปกติ อาเจียน ดื่มน้ำไม่ได้ หรือหมดสติ ควรขอความช่วยเหลือทางการแพทย์ฉุกเฉิน เพราะอาจเป็นภาวะขาดน้ำรุนแรงหรือภาวะแทรกซ้อนจากระดับน้ำตาลผิดปกติ
มีอาการในช่องปาก แปลว่าเป็นเบาหวานหรือไม่?
ไม่สามารถสรุปได้ เพราะโรคเหงือก ปากแห้ง แผลหายช้า เชื้อรา และการรับรสเปลี่ยนเกิดจากสาเหตุอื่นได้อีกมาก นอกจากนี้ ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 จำนวนไม่น้อยอาจไม่มีอาการชัดเจน และตรวจพบจากการตรวจสุขภาพเท่านั้น
อาการที่เพิ่มความสงสัย ได้แก่ กระหายน้ำและปัสสาวะบ่อยกว่าปกติ หิวบ่อย อ่อนเพลีย มองเห็นไม่ชัด แผลหายช้า การติดเชื้อเกิดซ้ำ หรือมีน้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ ข้อมูลจาก NIDDK ระบุว่าอาการของเบาหวานชนิดที่ 2 อาจค่อยๆ เกิดขึ้นนานหลายปีหรือแทบสังเกตไม่เห็น
ต้องตรวจอะไรจึงจะรู้ว่าเป็นเบาหวาน?
การวินิจฉัยโรคเบาหวานต้องอาศัยการตรวจเลือด เช่น ระดับน้ำตาลขณะอดอาหาร ค่าน้ำตาลสะสม HbA1c หรือการทดสอบความทนต่อกลูโคส ตามดุลยพินิจของแพทย์ ในกรณีที่ไม่มีอาการชัดเจน แพทย์อาจต้องตรวจยืนยันอีกครั้งก่อนสรุปผล
การตรวจจากน้ำลาย กลิ่นปาก สีลิ้น หรือคราบในช่องปากไม่สามารถทดแทนการตรวจเลือดได้ หากสงสัยว่ามีความเสี่ยงควรเข้ารับการตรวจอย่างถูกต้อง แทนการงดอาหารหรือซื้อผลิตภัณฑ์ลดน้ำตาลมากินเอง
ดูแลช่องปากอย่างไรเมื่อเป็นเบาหวาน?
- ควบคุมระดับน้ำตาลตามแผนการรักษา: รับประทานยา ตรวจติดตาม และปฏิบัติตามคำแนะนำของทีมรักษา
- แปรงฟันวันละ 2 ครั้ง: ใช้ยาสีฟันผสมฟลูออไรด์และแปรงอย่างนุ่มนวลบริเวณขอบเหงือก
- ทำความสะอาดซอกฟันทุกวัน: ใช้ไหมขัดฟันหรือแปรงซอกฟันตามความเหมาะสม
- ตรวจฟันเป็นประจำ: ความถี่ขึ้นอยู่กับสภาพเหงือก ฟัน และความเสี่ยงของแต่ละคน
- แจ้งทันตแพทย์ว่าเป็นเบาหวาน: รวมถึงรายชื่อยา ภาวะแทรกซ้อน และประวัติน้ำตาลต่ำ
- ดูแลฟันปลอม: ถอดทำความสะอาดทุกวันและไม่ใส่นอน เว้นแต่ทันตแพทย์แนะนำเป็นอย่างอื่น
- เลือกเครื่องดื่มไม่เติมน้ำตาล: น้ำหวานอาจเพิ่มทั้งระดับน้ำตาลและความเสี่ยงฟันผุ
- ไม่ใช้ผลิตภัณฑ์ในช่องปากแบบสุ่ม: น้ำยาบ้วนปากบางชนิดอาจทำให้ปากแห้งมากขึ้น
เมื่อใดควรไปพบทันตแพทย์?
- เหงือกบวม แดง หรือเลือดออกเป็นประจำ
- ฟันโยก เหงือกร่น หรือเคี้ยวแล้วเจ็บ
- ปากแห้งต่อเนื่องจนพูด กลืน หรือนอนหลับลำบาก
- มีคราบขาว แสบร้อน หรือเชื้อราในช่องปากเกิดซ้ำ
- แผลในปากไม่ดีขึ้นภายในประมาณ 2 สัปดาห์
- มีกลิ่นปากหรือรสชาติผิดปกติต่อเนื่อง
- มีอาการบวม ปวดมาก มีไข้ หรือกลืนลำบาก
สรุป ช่องปากอาจส่งสัญญาณ แต่ตรวจเลือดเท่านั้นที่ให้คำตอบ
อาการกระหายน้ำ ปากแห้ง เหงือกอักเสบ แผลหายช้า เชื้อรา และการรับรสเปลี่ยน อาจพบร่วมกับโรคเบาหวานชนิดที่ 2 โดยเฉพาะเมื่อระดับน้ำตาลควบคุมได้ไม่ดี แต่ทุกอาการมีสาเหตุอื่นได้และไม่ควรนำไปใช้วินิจฉัยด้วยตัวเอง
หากพบความผิดปกติในช่องปากร่วมกับปัสสาวะบ่อย อ่อนเพลีย มองเห็นไม่ชัด หรือมีปัจจัยเสี่ยง ควรพบแพทย์เพื่อตรวจระดับน้ำตาล พร้อมพบทันตแพทย์เพื่อดูแลปัญหาในช่องปาก การควบคุมน้ำตาลและรักษาสุขภาพเหงือกควบคู่กัน จะช่วยลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนและการสูญเสียฟันในระยะยาว
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี