"หูฟัง" แบรนด์ดังก็ไม่รอด! สุ่มตรวจ 81 รุ่น พบสารอันตราย คนออกกำลังกายยิ่งเสี่ยง

"หูฟัง" แบรนด์ดังก็ไม่รอด! สุ่มตรวจ 81 รุ่น พบสารอันตราย คนออกกำลังกายยิ่งเสี่ยง

"หูฟัง" แบรนด์ดังก็ไม่รอด! สุ่มตรวจ 81 รุ่น พบสารอันตราย คนออกกำลังกายยิ่งเสี่ยง
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

ตรวจหูฟัง 81 รุ่น พบสารเคมีอันตรายทุกชิ้น ผู้วิจัยห่วงการสัมผัสระยะยาว รบกวนฮอร์โมน กระตุ้นมะเร็งและโรคร้าย

หูฟังเป็นอุปกรณ์ที่หลายคนใช้แทบทุกวัน ตั้งแต่ทำงาน ฟังเพลง พักผ่อน ไปจนถึงออกกำลังกาย แต่การตรวจสอบโดยโครงการ ToxFree LIFE for All พบสารเคมีที่มีคุณสมบัติเป็นอันตรายในหูฟังทุกชิ้นที่นำมาทดสอบ สารบางชนิดมีข้อมูลเกี่ยวกับผลกระทบต่อระบบฮอร์โมน พัฒนาการของระบบประสาท และความเสี่ยงต่อโรคมะเร็ง อย่างไรก็ตาม การพบสารในวัสดุไม่ได้หมายความว่าผู้ใช้หูฟังจะได้รับสารในระดับที่ก่อโรค หรือเกิดอันตรายทันที

ตรวจหูฟังทั้งแบบใส่ในหูและครอบหู รวม 81 รุ่น

คณะผู้วิจัยซื้อหูฟัง 81 รุ่น ทั้งแบบใส่ในหูและแบบครอบหู จากตลาดในสาธารณรัฐเช็ก สโลวาเกีย ฮังการี สโลวีเนีย และออสเตรีย รวมถึงแพลตฟอร์มออนไลน์ Shein และ Temu จากนั้นนำชิ้นส่วนวัสดุไปตรวจในห้องปฏิบัติการเพื่อค้นหาสารเคมีอันตรายหลายกลุ่ม ผลตรวจพบสารที่มีคุณสมบัติเป็นอันตรายในผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นที่ทดสอบ โดยตัวอย่างที่ตรวจมีทั้งผลิตภัณฑ์จากแบรนด์ชั้นนำ

การตรวจสอบครั้งนี้มุ่งศึกษาสารเคมีที่อยู่ในวัสดุของหูฟัง โดยเฉพาะพลาสติกและสารเติมแต่งที่ใช้ในการผลิต ข้อมูลที่พบจึงไม่ควรนำไปเหมารวมว่าหูฟังทุกรุ่นของแบรนด์เหล่านี้มีปริมาณสารเท่ากัน หรือมีความเสี่ยงเท่ากันทั้งหมด ผลตรวจยังไม่ใช่หลักฐานว่าผู้ใช้หูฟังที่ทดสอบเกิดโรคจากการใช้งานแล้ว

พบ BPA ในตัวอย่าง 98% และ BPS มากกว่า 3 ใน 4

สารที่พบอย่างแพร่หลายคือ บิสฟีนอลเอ หรือ BPA ซึ่งตรวจพบในตัวอย่างร้อยละ 98 ส่วน บิสฟีนอลเอส หรือ BPS ซึ่งใช้ทดแทน BPA ในผลิตภัณฑ์บางประเภท พบในตัวอย่างมากกว่า 3 ใน 4 สารกลุ่มบิสฟีนอลเกี่ยวข้องกับการผลิตพลาสติกและอาจรบกวนการทำงานของระบบฮอร์โมน จึงเป็นประเด็นที่ผู้วิจัยให้ความสำคัญ โดยเฉพาะเมื่อวัสดุสัมผัสผิวหนังเป็นเวลานาน

บทความต้นทางกล่าวถึงความสามารถของสารบางชนิดในการเลียนแบบการทำงานของฮอร์โมนเอสโตรเจน และผลกระทบที่มีรายงานในการศึกษาต่าง ๆ เช่น ความผิดปกติของพัฒนาการทางเพศ การเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ก่อนวัยในเพศหญิง และความเสี่ยงต่อมะเร็งบางชนิด ส่วนคำว่า “feminisation of males” หมายถึงการเปลี่ยนแปลงลักษณะหรือพัฒนาการทางเพศของสิ่งมีชีวิตเพศผู้จากผลของฮอร์โมน ไม่ได้หมายถึงการเปลี่ยนอัตลักษณ์ทางเพศหรือรสนิยมทางเพศ และไม่ใช่ข้อสรุปว่าการสวมหูฟังทำให้ผู้ชายเปลี่ยนเป็นผู้หญิง

ทำไมความร้อนและเหงื่อจึงเป็นประเด็นที่ผู้วิจัยกังวล?

คาโรลีนา บราบโควา ผู้เชี่ยวชาญด้านสารเคมีขององค์กร Arnika ซึ่งร่วมโครงการตรวจสอบครั้งนี้ อธิบายว่า สารเคมีในวัสดุอาจเคลื่อนออกจากหูฟังและสัมผัสร่างกายได้ ผู้วิจัยกังวลว่าการใช้งานทุกวัน โดยเฉพาะขณะออกกำลังกายที่มีทั้งความร้อนและเหงื่อ อาจเอื้อต่อการเคลื่อนย้ายสารมาสู่ผิวหนัง ประเด็นนี้จึงเกี่ยวข้องกับลักษณะการใช้งานและระยะเวลาที่หูฟังสัมผัสร่างกายด้วย

งานศึกษาก่อนหน้านี้พบว่าบิสฟีนอลสามารถเคลื่อนจากวัสดุสังเคราะห์เข้าสู่เหงื่อ และดูดซึมผ่านผิวหนังได้ คณะผู้วิจัยจึงเห็นว่าการสัมผัสทางผิวหนังเป็นช่องทางที่ควรพิจารณาสำหรับหูฟัง อย่างไรก็ตาม การอ้างอิงกลไกดังกล่าวยังไม่เท่ากับการวัดว่าผู้ใช้แต่ละคนได้รับสารจากหูฟังจริงเท่าไร หรือมีความเสี่ยงต่อโรคเพิ่มขึ้นมากเพียงใด

นอกจากบิสฟีนอล ยังพบสารกลุ่มใดอีกบ้าง?

ผลตรวจยังพบสารเคมีอีกหลายกลุ่มที่ใช้เป็นส่วนประกอบหรือสารเติมแต่งในวัสดุ บางกลุ่มมีข้อมูลเกี่ยวกับผลกระทบต่อระบบสืบพันธุ์ ตับ ไต หรือระบบฮอร์โมน ทั้งนี้ บทความต้นทางระบุว่าสารหลายชนิดนอกเหนือจากบิสฟีนอลพบเพียงปริมาณเล็กน้อย โดยกลุ่มที่กล่าวถึง ได้แก่

  • พทาเลต: สารบางชนิดในกลุ่มนี้เป็นพิษต่อระบบสืบพันธุ์ และอาจกระทบความสามารถในการมีบุตร
  • พาราฟินคลอรีน: สารบางชนิดมีข้อมูลเชื่อมโยงกับผลกระทบต่อตับและไต
  • สารหน่วงไฟกลุ่มโบรมีนและออร์กาโนฟอสเฟต: สารบางชนิดอาจรบกวนการทำงานของระบบฮอร์โมน

ผู้วิจัยห่วงการรับสารหลายชนิดจากหลายแหล่งในชีวิตประจำวัน

ข้อกังวลของโครงการไม่ได้จำกัดอยู่ที่การสัมผัสสารจากหูฟังเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงการได้รับสารเคมีจากผลิตภัณฑ์และสิ่งแวดล้อมหลายแหล่งในแต่ละวัน นักวิจัยเรียกประเด็นการรับสารหลายชนิดร่วมกันว่า “ผลของสารผสม” หรือ cocktail effect แม้ปริมาณจากแหล่งใดแหล่งหนึ่งอาจต่ำ แต่การสัมผัสต่อเนื่องและผลร่วมกันของสารเป็นเรื่องที่ต้องศึกษาเพิ่มเติม โดยเฉพาะในกลุ่มที่อยู่ระหว่างพัฒนาการ เช่น เด็กและวัยรุ่น

บราบโควาระบุว่า ผลตรวจไม่ได้ชี้ถึงอันตรายต่อสุขภาพที่เกิดขึ้นทันที แต่การสัมผัสระยะยาวเป็นประเด็นที่น่ากังวล กลุ่มผู้รณรงค์จึงเรียกร้องให้ผู้ผลิตเปิดเผยข้อมูลสารเคมีในผลิตภัณฑ์มากขึ้น พร้อมเสนอให้ควบคุมสารรบกวนระบบฮอร์โมนเป็นรายกลุ่ม เพื่อหลีกเลี่ยงการเปลี่ยนจากสารหนึ่งไปใช้สารทดแทนที่อาจมีปัญหาคล้ายกัน

หูฟังเป็นการตรวจสอบต่อเนื่องจากผลิตภัณฑ์ใกล้ตัวอื่น ๆ

โครงการ ToxFree ระบุว่าเลือกตรวจหูฟังเพราะอุปกรณ์ชนิดนี้เปลี่ยนจากของใช้เป็นครั้งคราวมาเป็นสิ่งที่หลายคนสวมติดต่อกันนาน ก่อนหน้านี้ โครงการเคยตรวจพบ BPA ในจุกนมหลอกบางตัวอย่าง รวมถึงบางชิ้นที่ติดฉลากว่าปราศจาก BPA และเคยรายงานการพบสารเคมีอันตรายในกางเกงชั้นในผู้หญิงประมาณ 1 ใน 3 ของตัวอย่างที่ตรวจ ผลตรวจเหล่านี้ทำให้กลุ่มผู้รณรงค์มองว่าการจัดการสารเคมีในสินค้าอุปโภคเป็นปัญหาที่ต้องแก้ไขในระดับผู้ผลิตและหน่วยงานกำกับดูแล

สรุป ผลตรวจหูฟังบอกอะไรกับผู้ใช้?

สาระสำคัญของรายงานคือ หูฟังทั้ง 81 รุ่นที่ตรวจพบสารเคมีที่มีคุณสมบัติเป็นอันตราย และผู้วิจัยต้องการให้มีการจัดการความเสี่ยงจากการสัมผัสระยะยาวอย่างจริงจัง แต่ผลตรวจไม่ได้ยืนยันว่าการใช้หูฟังทำให้เกิดมะเร็ง ภาวะมีบุตรยาก หรือความผิดปกติทางเพศในผู้ใช้โดยตรง การประเมินความเสี่ยงจริงยังต้องพิจารณาชนิดสาร ปริมาณที่ออกจากวัสดุ ปริมาณที่เข้าสู่ร่างกาย และระยะเวลาสัมผัสร่วมกัน จึงควรอ่านข่าวนี้เป็นข้อมูลเกี่ยวกับสารเคมีในผลิตภัณฑ์ มากกว่าข้อสรุปว่าหูฟังทุกชิ้นเป็นอันตรายทันที

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล