5 ต้นไม้ "ฮีโร่สีเขียว" NASA แนะให้ปลูกในร่ม ดูดซับฟอร์มาลดีไฮด์ "สารก่อมะเร็ง"

5 ต้นไม้ "ฮีโร่สีเขียว" NASA แนะให้ปลูกในร่ม ดูดซับฟอร์มาลดีไฮด์ "สารก่อมะเร็ง"

5 ต้นไม้ "ฮีโร่สีเขียว" NASA แนะให้ปลูกในร่ม ดูดซับฟอร์มาลดีไฮด์ "สารก่อมะเร็ง"
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

5 ต้นไม้ที่ NASA เคยทดสอบลดฟอร์มาลดีไฮด์ สารก่อมะเร็งที่อาจพบในบ้าน ปลูกแล้วฟอกอากาศได้จริงไหม?

ต้นไม้ฟอกอากาศที่ NASA เคยศึกษา มีต้นอะไรบ้าง? หลายคนอาจเคยได้ยินว่าการปลูกต้นไม้ในบ้านช่วยดูดสารพิษและทำให้อากาศสะอาดขึ้น โดยเฉพาะสารฟอร์มาลดีไฮด์ (Formaldehyde) ซึ่งอาจพบได้ในเฟอร์นิเจอร์ไม้ประกอบ กาว และวัสดุตกแต่งบ้านบางประเภท ที่น่าสนใจคือองค์การ NASA เคยศึกษาความสามารถของพืชหลายชนิดในการลดสารเคมีดังกล่าวจริง

ฟอร์มาลดีไฮด์เป็นสารเคมีที่องค์การระหว่างประเทศเพื่อการวิจัยโรคมะเร็ง (IARC) ในเครือองค์การอนามัยโลก หรือ WHO จัดอยู่ในกลุ่ม 1 ซึ่งหมายถึงสารที่มีหลักฐานเพียงพอว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ การสัมผัสสารนี้ในระดับสูงยังอาจทำให้แสบตา ระคายเคืองจมูกและลำคอ รวมถึงกระทบต่อระบบทางเดินหายใจได้

อย่างไรก็ตาม แม้ผลทดลองของ NASA จะพบว่าพืชบางชนิดสามารถช่วยลดฟอร์มาลดีไฮด์ในห้องทดลองระบบปิดได้ แต่การปลูกต้นไม้กระถางเพียงไม่กี่ต้นในบ้านจริงไม่ได้รับประกันว่าจะช่วยลดสารเคมีจนอยู่ในระดับปลอดภัย เพราะสภาพแวดล้อมและการหมุนเวียนของอากาศแตกต่างจากห้องทดลองอย่างมาก

มาทำความรู้จัก 5 ต้นไม้ที่ปรากฏในงานศึกษาของ NASA พร้อมวิธีดูแลและข้อควรระวัง ก่อนเลือกมาปลูกตกแต่งบ้าน

ฟอร์มาลดีไฮด์คืออะไร? ทำไมจึงอาจพบในอากาศภายในบ้าน?

ฟอร์มาลดีไฮด์เป็นสารเคมีที่มีลักษณะเป็นก๊าซไม่มีสี แต่มีกลิ่นฉุน และสามารถระเหยออกมาจากวัสดุหรือผลิตภัณฑ์บางชนิดภายในอาคาร โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ไม้ประกอบที่ใช้กาวหรือเรซินบางประเภทเป็นส่วนผสม

สำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมสหรัฐอเมริกา (EPA) ระบุว่า แหล่งฟอร์มาลดีไฮด์ภายในบ้านอาจมาจากเฟอร์นิเจอร์ไม้ปาร์ติเกิลบอร์ด ไม้อัด MDF กาว สี และวัสดุตกแต่งบางชนิด รวมถึงควันบุหรี่และกระบวนการเผาไหม้ภายในอาคาร

การสัมผัสฟอร์มาลดีไฮด์ในระดับที่สูงอาจทำให้เกิดอาการแสบตา น้ำตาไหล ไอ ระคายเคืองจมูกและคอ โดยบางคนอาจไวต่อสารนี้มากกว่าผู้อื่น โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาระบบทางเดินหายใจ

แม้ฟอร์มาลดีไฮด์จะเป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ความเสี่ยงไม่ได้ขึ้นอยู่กับการมีสารนี้อยู่ในบ้านเพียงอย่างเดียว ยังต้องพิจารณาระดับความเข้มข้น ระยะเวลาสัมผัส และปัจจัยด้านสุขภาพร่วมด้วย

NASA ศึกษาต้นไม้ฟอกอากาศอย่างไร?

ในปี 1989 NASA เผยแพร่งานวิจัยเรื่อง Interior Landscape Plants for Indoor Air Pollution Abatement ซึ่งศึกษาความสามารถของพืชประดับหลายชนิดในการลดมลพิษทางอากาศ เช่น เบนซีน ไตรคลอโรเอทิลีน และฟอร์มาลดีไฮด์

การทดลองนำต้นไม้ไปไว้ในห้องทดลองแบบปิดที่มีการควบคุมสภาพแวดล้อม ก่อนตรวจวัดการเปลี่ยนแปลงของปริมาณสารเคมีในอากาศ โดยนักวิจัยไม่ได้พิจารณาเฉพาะใบพืช แต่ยังศึกษาความเกี่ยวข้องของราก ดิน และจุลินทรีย์บริเวณรากด้วย

ผลการทดลองพบว่าพืชบางชนิดสามารถลดปริมาณสารเคมีที่ทดสอบได้ในสภาพแวดล้อมดังกล่าว แต่ผลลัพธ์นี้ไม่สามารถนำไปสรุปโดยตรงว่าต้นไม้เพียงไม่กี่กระถางจะฟอกอากาศในห้องนั่งเล่นหรือห้องนอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ต่อมาในปี 2019 นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเดร็กเซล (Drexel University) ได้ทบทวนผลการทดลองเกี่ยวกับต้นไม้กระถาง 12 งานวิจัย และพบว่า หากต้องการให้ต้นไม้ลดสารประกอบอินทรีย์ระเหยง่ายได้ในระดับใกล้เคียงกับการแลกเปลี่ยนอากาศภายในอาคารทั่วไป อาจต้องใช้ต้นไม้จำนวนมากถึงประมาณ 10–1,000 ต้นต่อตารางเมตร ซึ่งไม่ใช่แนวทางที่เหมาะสมกับบ้านทั่วไป

1. พลูด่าง (Golden Pothos) ไม้เลื้อยยอดนิยมที่ NASA เคยทดสอบ

พลูด่าง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Epipremnum aureum เป็นไม้เลื้อยที่ได้รับความนิยมในการปลูกประดับบ้าน เพราะมีใบรูปหัวใจ สีเขียวหรือเขียวแต้มเหลือง และสามารถปลูกให้เลื้อยตามหลักหรือห้อยลงจากกระถางได้

พลูด่างเป็นหนึ่งในพืชที่ปรากฏในรายงานการทดลองของ NASA โดยนักวิจัยพบความสามารถในการลดปริมาณฟอร์มาลดีไฮด์ภายใต้เงื่อนไขของห้องทดลองแบบปิด

จุดเด่นของพลูด่างคือสามารถปรับตัวกับสภาพแสงภายในอาคารได้ค่อนข้างดี เหมาะกับการวางบนชั้นวางของ ริมหน้าต่าง หรือในบริเวณที่ได้รับแสงสว่างทางอ้อม

วิธีดูแลพลูด่าง

ควรปลูกในบริเวณที่มีแสงสว่างทางอ้อม ใช้ดินที่ระบายน้ำได้ดี และรดน้ำเมื่อดินชั้นบนเริ่มแห้ง ไม่ควรปล่อยให้น้ำขังอยู่ในกระถางเป็นเวลานาน เพราะอาจทำให้รากเน่าได้

ข้อควรระวังคือพลูด่างมีผลึกแคลเซียมออกซาเลตที่อาจทำให้เกิดการระคายเคืองในช่องปากเมื่อกัดกิน โดยเฉพาะในสุนัขและแมว จึงควรแขวนหรือวางให้พ้นจากสัตว์เลี้ยงและเด็กเล็ก

2. เศรษฐีเรือนใน (Spider Plant) ต้นไม้ใบเรียว ปลูกแขวนก็สวย

เศรษฐีเรือนใน หรือ Spider Plant มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Chlorophytum comosum เป็นไม้ประดับที่มีใบเรียวยาวออกเป็นกอ โดยบางสายพันธุ์มีแถบสีขาวหรือสีครีมตามแนวยาวของใบ และสามารถแตกต้นอ่อนห้อยลงมาจากต้นแม่ได้

ต้นไม้ชนิดนี้เป็นอีกหนึ่งกลุ่มพืชที่ได้รับการศึกษาเกี่ยวกับการลดฟอร์มาลดีไฮด์ โดยงานทดลองยุคแรกของ NASA และงานวิจัยอื่นพบความสามารถในการลดสารดังกล่าวในสภาพแวดล้อมที่ควบคุม

อย่างไรก็ตาม งานวิจัยบางฉบับยังพบว่าดินและปัจจัยอื่นภายในระบบทดลองอาจมีบทบาทต่อการลดความเข้มข้นของสารเคมีด้วย จึงไม่สามารถสรุปว่าความสามารถทั้งหมดมาจากใบของต้นเศรษฐีเรือนในเพียงอย่างเดียว

วิธีดูแลเศรษฐีเรือนใน

เศรษฐีเรือนในเหมาะกับบริเวณที่มีแสงสว่างทางอ้อม ไม่ควรวางไว้กลางแดดจัดตลอดวัน เพราะอาจทำให้ใบไหม้หรือปลายใบแห้งได้

ควรใช้ดินที่ระบายน้ำดีและรดน้ำตามความชื้นของดิน โดยไม่จำเป็นต้องรดทุกวัน ข้อดีอีกประการคือ ASPCA จัดให้ Spider Plant เป็นพืชที่ไม่มีพิษต่อสุนัขและแมว จึงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับบ้านที่เลี้ยงสัตว์ แม้ยังไม่ควรปล่อยให้สัตว์กินใบไม้เป็นประจำก็ตาม

3. ลิ้นมังกร (Snake Plant) ต้นไม้ทรงตั้ง ดูแลไม่ยาก

ลิ้นมังกร มีชื่อวิทยาศาสตร์ที่ยอมรับในปัจจุบันว่า Dracaena trifasciata และมีชื่อเดิมว่า Sansevieria trifasciata เป็นไม้ประดับที่มีใบหนา แข็ง และตั้งตรง บางสายพันธุ์มีลวดลายสีเขียวสลับเทาหรือขอบใบสีเหลือง

ลิ้นมังกรได้รับความนิยมในบ้านและสำนักงาน เพราะมีรูปทรงตั้งตรง ไม่ใช้พื้นที่มาก และสามารถทนต่อช่วงเวลาที่ไม่ได้รดน้ำได้ดีกว่าพืชประดับหลายชนิด

ในงานวิจัยของ NASA มีการทดลองลิ้นมังกรกลุ่ม Sansevieria โดยพบว่าพืชชนิดนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการลดฟอร์มาลดีไฮด์ภายในระบบทดลองแบบปิด

อย่างไรก็ตาม ไม่ควรตีความว่าการวางลิ้นมังกรไว้ในห้องนอนหนึ่งกระถางจะช่วยกำจัดสารเคมีในอากาศได้ทั้งหมด หรือทำให้ห้องนอนมีอากาศบริสุทธิ์โดยไม่ต้องระบายอากาศ

วิธีดูแลลิ้นมังกร

ลิ้นมังกรสามารถเติบโตได้ทั้งบริเวณที่มีแสงสว่างทางอ้อมและบริเวณที่ได้รับแสงมากขึ้นตามความเหมาะสมของสายพันธุ์ แต่ไม่ควรปล่อยให้กระถางเปียกชื้นตลอดเวลา

ควรรอให้ดินแห้งก่อนรดน้ำใหม่ เพราะใบหนาของลิ้นมังกรช่วยเก็บสะสมน้ำได้ หากรดน้ำบ่อยเกินไปอาจทำให้รากและโคนต้นเน่าได้

ผู้ที่เลี้ยงสัตว์ควรระวัง เพราะ ASPCA ระบุว่าลิ้นมังกรมีสารซาโปนินที่อาจเป็นพิษต่อสุนัขและแมวเมื่อกินเข้าไป โดยอาจทำให้คลื่นไส้ อาเจียน หรือท้องเสีย

4. ว่านหางจระเข้ (Aloe Vera) ไม้อวบน้ำที่ต้องการแสงเพียงพอ

ว่านหางจระเข้ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Aloe vera เป็นพืชอวบน้ำที่หลายคนคุ้นเคยจากการนำวุ้นภายในใบไปใช้ในผลิตภัณฑ์ดูแลผิว แต่ก็สามารถนำมาปลูกเป็นไม้ประดับในกระถางได้เช่นกัน

ในรายงานการทดลองของ NASA ว่านหางจระเข้เป็นหนึ่งในพืชที่ได้รับการศึกษาความสามารถในการลดฟอร์มาลดีไฮด์ภายในห้องทดลอง โดยมีการวัดปริมาณสารเคมีที่เปลี่ยนแปลงภายใต้สภาพแวดล้อมที่ควบคุม

อย่างไรก็ตาม การลดสารในห้องทดลองไม่ได้หมายความว่าว่านหางจระเข้สามารถทำหน้าที่แทนระบบระบายอากาศหรืออุปกรณ์ควบคุมมลพิษภายในบ้านได้

วิธีดูแลว่านหางจระเข้

ว่านหางจระเข้เหมาะกับบริเวณที่มีแสงสว่างมาก เช่น ใกล้หน้าต่างหรือระเบียงที่ได้รับแสงแดดเหมาะสม โดยควรปรับให้ต้นคุ้นเคยกับแสงแรงทีละน้อยเพื่อป้องกันใบไหม้

ควรใช้ดินปลูกสำหรับไม้อวบน้ำหรือดินที่ระบายน้ำดี และปล่อยให้ดินแห้งระหว่างการให้น้ำ เพราะการปลูกในดินที่ชื้นแฉะนานเกินไปอาจทำให้เกิดรากเน่า

ข้อควรระวังคือส่วนต่าง ๆ ของว่านหางจระเข้บางส่วนมีสารที่อาจทำให้สัตว์เลี้ยงเกิดอาการผิดปกติเมื่อกินเข้าไป โดยเฉพาะบริเวณยางสีเหลืองของใบ จึงควรจัดวางให้พ้นจากสุนัขและแมว

5. ไอวี่อังกฤษ (English Ivy) ไม้เลื้อยใบสวยที่ต้องระวังเรื่องอากาศร้อน

ไอวี่อังกฤษ หรือ English Ivy มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Hedera helix เป็นไม้เลื้อยที่มีใบสีเขียว รูปทรงแฉกสวยงาม และมีสายพันธุ์ที่แตกต่างกันทั้งขนาด รูปทรง และสีสันของใบ

พืชชนิดนี้ปรากฏอยู่ในงานศึกษาของ NASA เกี่ยวกับการลดสารมลพิษในอากาศ โดยรวมถึงการทดลองกับฟอร์มาลดีไฮด์ภายใต้สภาพแวดล้อมแบบปิด

ไอวี่อังกฤษนิยมปลูกในกระถางแขวนหรือบนชั้นวางของ เพื่อให้กิ่งและใบทอดตัวลงมา แต่เมื่อเทียบกับต้นไม้เขตร้อนหลายชนิด ไอวี่อังกฤษอาจดูแลยากกว่าในสภาพอากาศร้อนชื้นของประเทศไทย

วิธีดูแลไอวี่อังกฤษ

ควรเลือกบริเวณที่ค่อนข้างเย็น มีแสงสว่างเหมาะสม และอากาศถ่ายเทได้ดี โดยหลีกเลี่ยงจุดที่มีแดดร้อนจัดหรืออุณหภูมิสูงต่อเนื่อง เพราะอาจทำให้ใบแห้งและต้นเติบโตไม่สมบูรณ์

ควรรักษาความชื้นของดินให้เหมาะสมแต่ไม่แฉะ และหมั่นตรวจสอบบริเวณใต้ใบ เพราะไอวี่อังกฤษอาจมีปัญหาแมลงศัตรูพืช เช่น ไรแดง โดยเฉพาะในสภาพแวดล้อมที่แห้งหรือไม่เหมาะสม

นอกจากนี้ ASPCA ระบุว่าไอวี่อังกฤษเป็นพืชที่มีพิษต่อสุนัขและแมวเมื่อกินเข้าไป อาจทำให้เกิดอาการอาเจียน ปวดท้อง น้ำลายไหล หรือท้องเสีย จึงควรหลีกเลี่ยงการปลูกในจุดที่สัตว์เลี้ยงเข้าถึงได้ง่าย

5 ต้นไม้ในงานวิจัย NASA ต่างกันอย่างไร?

ต้นไม้ทั้ง 5 ชนิดสามารถนำมาปลูกเป็นไม้ประดับได้ แต่มีความต้องการด้านแสง น้ำ และสภาพอากาศแตกต่างกัน จึงควรเลือกจากความเหมาะสมของพื้นที่มากกว่าความเชื่อว่าต้นไม้ชนิดใดดูดสารพิษได้ดีที่สุด

ต้นไม้ แสงที่เหมาะสม การให้น้ำ ข้อควรระวัง
พลูด่าง แสงสว่างทางอ้อม รดเมื่อดินชั้นบนเริ่มแห้ง เป็นพิษต่อสัตว์เลี้ยงเมื่อกัดกิน
เศรษฐีเรือนใน แสงสว่างทางอ้อม รักษาความชื้นพอเหมาะ หลีกเลี่ยงแดดจัด
ลิ้นมังกร แสงสว่างทางอ้อมถึงแสงมาก ปล่อยให้ดินแห้งก่อนรดใหม่ เป็นพิษต่อสัตว์เลี้ยงเมื่อกัดกิน
ว่านหางจระเข้ แสงสว่างมาก รดเมื่อดินแห้ง เป็นพิษต่อสัตว์เลี้ยงเมื่อกัดกิน
ไอวี่อังกฤษ แสงสว่างเหมาะสม อากาศเย็น ดินชื้นพอเหมาะ ไม่แฉะ ไม่ชอบอากาศร้อนจัด และเป็นพิษต่อสัตว์เลี้ยง

ปลูกต้นไม้ฟอกอากาศในบ้าน ลดฟอร์มาลดีไฮด์ได้จริงหรือไม่?

คำตอบคือพืชบางชนิดสามารถมีส่วนช่วยลดสารฟอร์มาลดีไฮด์ได้ภายใต้เงื่อนไขการทดลอง แต่หลักฐานในปัจจุบันยังไม่สนับสนุนว่าการวางต้นไม้กระถางทั่วไปเพียงไม่กี่ต้นจะช่วยลดสารเคมีในบ้านได้อย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับการระบายอากาศ

งานทบทวนวิจัยที่เผยแพร่ในวารสาร Journal of Exposure Science & Environmental Epidemiology ได้วิเคราะห์ผลการทดลอง 196 รายการจาก 12 งานวิจัย และประเมินความสามารถของต้นไม้กระถางในการลดสารประกอบอินทรีย์ระเหยง่ายในอากาศ

ผลการวิเคราะห์พบว่าอัตราการกำจัดสารระเหยของต้นไม้แต่ละกระถางโดยทั่วไปอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับอัตราการแลกเปลี่ยนอากาศของอาคารตามปกติ โดยการใช้ต้นไม้แทนการระบายอากาศอาจต้องอาศัยจำนวนต้นไม้ที่มากจนไม่เหมาะกับการใช้งานจริง

ดังนั้น แม้การปลูกต้นไม้จะเพิ่มความสวยงามและช่วยให้ผู้พักอาศัยรู้สึกใกล้ชิดธรรมชาติ แต่ไม่ควรใช้ต้นไม้เป็นวิธีหลักในการจัดการฟอร์มาลดีไฮด์หรือสารมลพิษภายในบ้าน

ลดสารฟอร์มาลดีไฮด์ในบ้านอย่างไร ให้ได้ผลมากกว่าปลูกต้นไม้?

สำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมสหรัฐอเมริกาแนะนำว่าการลดฟอร์มาลดีไฮด์ภายในบ้านควรเน้นการลดแหล่งกำเนิดสารเคมี การระบายอากาศให้เหมาะสม และการควบคุมอุณหภูมิรวมถึงความชื้นภายในอาคาร

  • เลือกเฟอร์นิเจอร์และวัสดุก่อสร้างที่ปล่อยสารต่ำ: โดยเฉพาะไม้ประกอบที่มีมาตรฐานควบคุมการปล่อยฟอร์มาลดีไฮด์
  • เพิ่มการระบายอากาศ: โดยเฉพาะหลังนำเฟอร์นิเจอร์ใหม่เข้าบ้าน หรือหลังปรับปรุงตกแต่งห้อง โดยคำนึงถึงคุณภาพอากาศภายนอกด้วย
  • ควบคุมอุณหภูมิและความชื้น: เพราะความร้อนและความชื้นบางสภาวะอาจทำให้วัสดุปล่อยฟอร์มาลดีไฮด์เพิ่มขึ้น
  • หลีกเลี่ยงควันบุหรี่ภายในบ้าน: เพราะเป็นแหล่งมลพิษที่มีสารเคมีอันตรายหลายชนิด
  • ตรวจสอบแหล่งกำเนิดเมื่อมีกลิ่นฉุนผิดปกติ: โดยเฉพาะวัสดุใหม่ สี กาว และผลิตภัณฑ์ตกแต่งบ้าน

หากกังวลว่าบ้านมีฟอร์มาลดีไฮด์ในระดับสูง ควรพิจารณาการประเมินคุณภาพอากาศโดยผู้เชี่ยวชาญตามความเหมาะสม โดยไม่ควรใช้กลิ่นเพียงอย่างเดียวตัดสินความปลอดภัย เพราะระดับการรับรู้กลิ่นและความไวต่อสารเคมีอาจแตกต่างกันในแต่ละคน

สรุป 5 ต้นไม้ที่ NASA เคยทดสอบลดสารฟอร์มาลดีไฮด์

5 ต้นไม้ที่ปรากฏในงานศึกษาของ NASA ได้แก่ พลูด่าง เศรษฐีเรือนใน ลิ้นมังกร ว่านหางจระเข้ และไอวี่อังกฤษ โดยงานทดลองปี 1989 พบว่าพืชบางชนิดสามารถช่วยลดฟอร์มาลดีไฮด์ในระบบทดลองแบบปิดได้

อย่างไรก็ตาม งานวิจัยที่เผยแพร่ในเวลาต่อมาพบว่า การปลูกต้นไม้ในบ้านจริงไม่ได้มีประสิทธิภาพในการกำจัดสารระเหยสูงเทียบเท่ากับระบบระบายอากาศทั่วไป จึงไม่ควรเข้าใจว่าการมีต้นไม้เพียงไม่กี่กระถางจะช่วยป้องกันอันตรายจากสารก่อมะเร็งได้

สำหรับผู้ที่ต้องการปลูกต้นไม้เหล่านี้ ควรเลือกชนิดให้เหมาะกับแสงแดดและพื้นที่ พร้อมระวังเรื่องพิษต่อสัตว์เลี้ยง โดยใช้การปลูกต้นไม้เป็นวิธีเพิ่มความสวยงามและพื้นที่สีเขียว ควบคู่กับการเลือกวัสดุที่ปล่อยสารเคมีต่ำและการระบายอากาศอย่างเหมาะสม เพื่อช่วยดูแลคุณภาพอากาศภายในบ้านในระยะยาว

 

 

แหล่งอ้างอิง

  1. NASA – Interior Landscape Plants for Indoor Air Pollution Abatement (1989)
  2. Journal of Exposure Science & Environmental Epidemiology – Potted Plants Do Not Improve Indoor Air Quality (2020)
  3. National Cancer Institute – Formaldehyde and Cancer Risk
  4. U.S. Environmental Protection Agency – Formaldehyde and Indoor Air Quality
  5. U.S. Environmental Protection Agency – Protect Against Exposures to Formaldehyde
  6. ASPCA – Spider Plant: ความปลอดภัยต่อสัตว์เลี้ยง
  7. ASPCA – Snake Plant: ความเป็นพิษต่อสัตว์เลี้ยง
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล